.

สยามกีฬา ฉบับวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562

feature-top

ทีมสปิริต บาย มณีพงศ์ ความท้าทายอีกเป้าหมายของทีมชาติไทย

ในรอบสองปีที่ผ่านมา หลังจากการกลับคืนสู่สนามแข่งขันอีกครั้งของ มณีพงศ์ จงจิตร กับ บดินทร์ อิสสระ ทั้งคู่ก็กลายเป็นนักกีฬาแบดมินตันที่ทำชื่อเสียงกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้กลับมาแบบเดิมอีกต่อไป ทั้งคู่ได้กลับมาแบบโตเป็นผู้ใหญ่ มีความสุขุมและมีความรับผิดชอบต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และที่สำคัญทั้งสองคนพร้อมลบประวัติศาสตร์ที่ไม่สวยงามออกไปและสร้างผลงานด้วยความสามารถของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

การให้โอกาส เป็นหัวใจสำคัญของ "คุณเอก" อุดมศักดิ์ ชื่นครุฑ" ผู้บริหารเครื่องดื่มกีฬารายหนึ่งจากต่างประเทศและเป็นคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มองเห็นศักยภาพที่มณีพงศ์มีอยู่ จึงได้ชวนให้กลับมาซ้อมและก่อตั้งทีมแบดมินตันขึ้นมาให้เพื่อเป็นผลงานของตัวเองในนามประธานสโมสร มีชื่อว่า "สโมสรสปิริต บาย มณีพงศ์" โดยใช้สนามฟิวเจอร์อารีน่ารังสิต เป็นสนามซ้อมประจำ รับสอนเด็กๆ อายุระหว่าง 5-18 ปี เป็นเวลา 2 ปีเต็ม หลังจากที่เปิดสอนก็มีสมาชิกที่มาเรียนแบดมินตันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชก็เติบโตตามขึ้นมา โดยปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกในทีม 70 คน โดยมีอดีตทีมชาติชายคู่ ชัยวัธน์ เฉลิมภูษิตารักษ์ เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ช นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกสอนชั้นนำ คุณากร สุทธิโสตถิ์ อดีตทีมชาติชายคู่และคู่ผสม และอดีตนักแบดมินตันชั้นแนวหน้าของไทยชายเดี่ยว "โค้ชนนท์" พลวัต บุญปาน กับ สาทร ตันติโชตรัตนา อดีตนักแบดมินตันชายคู่ รวมทั้งโค้ชที่มีประสบการณ์อื่นๆ อีกหลายคน อาทิ "โค้ชสิงห์" คฑาวุฒิ พันธ์ครุฑ อดีตผู้ฝึกสอนเอสซีจีอะคาเดมี่, "โค้ชเหน่ง" นริศ ศริ อดีตผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมทหารอากาศ, "โค้ชน๊อต" เจตริน เจิมจุติธรรม อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชลบุรี, ไทยออย และนครสวรรค์ และ "โค้ชไอซ์" ณัฐพันธ์ พุทธรัตน์ อดีตแชมป์คู่ผสมเอสซีจี ภาคเหนือ รุ่น 15 ปี

จากประสบการณ์ระดับโลกที่ มณีพงศ์ จงจิตร กับ บดินทร์ อิสสระ มีอยู่ รวมกับประสบการณ์สอนของ อาจารย์ชัยวัธน์ เฉลิมภูษิดารักษ์ ทำให้ผลงานของ ทีมสปิริต บาย มณีพงศ์ มีผลงานอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อต้นปีในรายการเปิดศึกราชปีล่าสุด "วิกเตอร์พลพนะแบดมินตัน โอเพ่น 2019" ที่จัดโดย บุญศักดิ์ พลสนะ ระหว่างวันที่ 16-20 มกราคม ที่ผ่านมาเก็บคะแนนของสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สามารถคว้ารางวัลได้อย่างทะลุเป้าหมายดังนี้

รุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี รองอันดับสองหญิงคู่ ด.ญ. อะกิ ถินสถิตย์ - ด.ญ.กฤตพร สุวะไชย รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ชนะเลิศชายคู่ ด.ช.ภคิน นิติรัตนกุล,รองชนะเลิศหญิงเดี่ยว ด.ญ. นารดา อุดรพิมพ์,รองชนะเลิศอันดับสองหญิงคู่ ด.ญ. นารดา อุดรพิมพ์กับ ด.ญ.ธัญพิชา ไชยชูเชิด จากเอสพีเเชียงราย

รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชนะเลิศชายเดี่ยว ด.ช. วงศ์ทรัพย์ วงศ์ทรัพย์อินทร์, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ด.ช.วงศ์ทรัพย์ วงศ์ทรัพย์อินทร์ – ด.ช.เพชรช่วง ฟูปินวงศ์ รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ชนะเลิศหญิงคู่ นางสาวนภา สามารถ กับ นางสาวพุธิตา พันธุ์ทุ้ย สโมสรธนบุรี, ชนะเลิศคู่ผสม นายธัชพล จำนงค์-นางสาวศศิกานต์ ปิยวัชรวิจิตร, ชนะเลิศชายคู่ นายธัชพล จำนงค์-นายจักรพรรดิ์ หน่อขัติ, รองชนะเลิศอันดับสองคู่ผสม นางสาวนภา สามารถ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รองชนะเลิศอันดับสองหญิงคู่ นางสาวศศิกานต์ ปิยวัชรวิจิตร-นางสาวพิชญานิน อังคะ

นี่เป็นผลงานเพียงรายการเดียวของปี 2562 ซึ่งทำให้เป็นขวัญกำลังใจให้กับคนทำงาน โดยเฉพาะคนเบื้อหลังอย่างคุณเอ และ คุณเอก โดยตั้งเป้าหมายว่า การทำให้ได้ 13 รางวัลในปีนี้ และอยากให้มีเยาวชนในทีมติดทีมชาติเยาวชนทีมชาติไทยให้ได้ โดยเวลานี้ก็ถือว่าผ่านเป้าหมายเกินครึ่งทางไป ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับคนทำทีมหน้าใหม่ ที่เริ่มเรียนรู้การเป็นผู้ให้ในวงการลูกขนไก่ไทยอีกราย ซึ่งถ้าจุดนี้ไปได้ระยะยาวก็สามารถเกิดผลตอบแทนกลับคืนมาได้เหมือนกัน แต่นั่นแหละ หลายคนก็ไม่ผ่านจุดนี้ไปก็มี ต้องทุนหนาบวกกับความอดทนต้องยาวคู่กัน

สุดท้ายอีกเรื่องที่ทางคุณเอกฝากบอกคนในวงการก็คือ อยากให้วงการให้โอกาสทางจิตใจ ให้กับ เอกับอาร์ต อีกครั้ง เพราะตอนนี้ฝีมือก็กลับมาเก่งเหมือนเดิมแล้ว เหลือแต่ผู้สนับสนุนต่างๆ ที่ยังไม่กล้าเข้ามาช่วยกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายที่มีจำเป็นต้องออกกันเอง ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับสินค้าใดๆ ซึ่งเวลานี้นักกีฬาทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่แล้ว และพร้อมเดินหน้าที่จะทำชื่อเสียงให้กับวงการแบดมินตันไทยต่อไป